UK_banner

วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ข้อแนะนำการตั้งชื่อกิจการหรือชื่อแบรนด์

เมื่อวันก่อนมีน้องที่รู้จักกันมาขอความเห็นเรื่องโลโก้ของบริษัทที่กำลังจะเปิด ผมดูแล้วโลโก้ก็สวยดี แต่มาติดใจอยู่ตรงชื่อกิจการนี่แหระ เนื่องจากว่าชื่อกิจการเล็งไปที่ลูกค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเฉพาะ แต่พอสอบถามถึงตัวสินค้าได้รับคำตอบว่า เป็นสินค้าทั่วไปไม่เฉพาะกลุ่มเหมือนชื่อ ก็เลยทำให้ผมจำเป็นต้อง Comment หรือออกความเห็นซักหน่อยครับ สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับน้องคนดังกล่าว ก็เลยบอกไปว่าไม่จำเป็นต้องมาแก้ไขตามที่ Comment ถ้าเราสามารถสร้างชื่อจนเป็นที่ยอมรับได้ ก็ไปได้เหมือนกัน เพียงแต่ในระยะแรกอาจสูญเสียกลุ่มลูกค้าทั่วไปเพราะเค้าเห็นชื่อแล้วอาจจะพิจารณาตัวเองแล้วไม่กล้าเข้าไปดูสินค้าเรา เฉกเช่น ร้านค้าแบบไม่ติดแอร์ คนทั่วไปจะมั่นใจว่าน่าจะราคาถูกกว่า ร้านค้าที่ติดกระจกและเปิดแอร์ ฉันใดฉันนั้น ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ร้านค้าที่ติดแอร์อาจจะราคาถูกกว่าเพราะมีกำลังทุนซื้อได้สินค้าในคราวๆมากกว่าทำให้ต้นทุนถูกกว่าและขายได้ในราคาที่ต่ำกว่า เพียงแต่ความรู้สึกของลูกค้าเองที่เห็นเป็นร้านติดแอร์แล้วคิดว่าต้องแพงกว่าร้านไม่ติดแอร์ชัวร์ ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้กลุ่มตลาดลูกค้าคนไทย ยังไม่สามารถมีจอมยุทธท่านใดมาเปลี่ยนความรู้สึกนี้ได้

การตั้งชื่อกิจการหรือชื่อแบรนด์ ในยุคก่อนมักจะตั้งตามชื่อเจ้าของกิจการเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของบวกลักษณะกิจการ เช่น ต๋อยไดนาโม ติ๋มบิวตี้ ฯลฯ หรือไม่ก็ตั้งตามพื้นที่ เช่น สระแก้วกลการ ขาหมูเหม่งจ๋าย ฯลฯ ทำนองนี้ ซึ่งหากต่อมาได้มีการขยายกิจการไปยังพื้นที่อื่นๆ อาจก่อให้เกิดความสับสนขึ้นได้ โดยเฉพาะการนัดพบของลูกค้า อาจไปผิดสาขาได้ ฉะนั้นเจ้าของกิจการที่วิสัยทัศน์ระยะไกล ควรจะเล็งเห็นถึงการวางแผนตั้งแต่การตั้งชื่อ จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลารีแบรนด์กันใหม่เมื่อกิจการเติบโต เพราะจริงๆแล้ว การตั้งชื่อ ก็เป็นการสื่อสารกับลูกค้าอย่างหนึ่งโดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มใหม่ที่อยากจะเข้ามาใช้บริการสินค้าเรา

มีทริคในการตั้งชื่อมาฝากกันครับ จริงๆก็มีหลายแนวทาง แต่วันนี้แนะนำ 2 แนวทางละกันนะครับ เพื่อให้ตัดสินใจได้ง่าย ไม่ง้านก็เฉพาะตั้งชื่ออาจเสียเวลาคิดจะไม่เป็นอันได้ตั้งบริษัทกันพอดี

แนวทางแรก ถ้าคิดอะไรไม่ออกจริงๆก็เอาวันเดือนปีเกิดไปเทียบดูกับตำราหมอดูครับ ว่า ตัวไหนไม่เป็นกาลกิณีก็เลือกๆมาผสมกันเป็นคำ แล้วก็ตรวจกำลังของอักษรว่าให้ผลคำทำนายออกมาดี วิธีนี้ดูแนวไสยศาสตร์ไปนิดนึงแต่รุ่นเก๋าบอกได้ผลเช่นกัน

แนวทางที่สองอาจจะหลายขั้นตอนหน่อย แต่ผมก็ใช้แนวทางนี้ตลอดครับ ดูแล้วทำให้รู้สึกว่า เจ้าของกิจการพอมีกึ๋นอยู่บ้าง
ส่วนแรก คิดคำจำกัดความหรือสโลแกน ของกิจการที่เราจะตั้งขึ้นก่อน โดยเฉพาะจุดเด่นของกิจการ หรือไม่ก็จุดเด่นของสินค้าที่เราจะขาย บริการที่เราจะเสนอ หลักๆก็จะมีในด้านความคงทน ประหยัด คุ้มค่า ทำให้ดูดี แล้วเราก็ไปหาคำที่มีความหมายใกล้เคียงแต่ฟังดูดีมีชาติตระกูลมาเลือก ติ๊ต่างว่า เราจะตั้งกิจการตัวแทนนายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์ฯ เราต้องพิจารณาก่อนว่า Supplier หรือฝ่ายเจ้าของบ้าน ที่ดิน ที่จะฝากเราขายนั้น เค้ามีทัศนคติกับพวกนายหน้าขายบ้านอย่างไร เราก็หาจุดมั่นใจไปเสริม เช่น ทัศนคติเจ้าของบ้านมองว่า นายหน้าต้องเขี้ยว เอาค่านายหน้าแพง แล้วก็ไม่ค่อยใส่ใจต่อการนำเสนอขายหลังจากทำสัญญา ก็ควรจะสื่อสารว่า เราดูแลดุจบ้านของญาติ คิดค่าบริการสมเหตุผล แล้วก็ไปหาคำที่สามารถสรุปความหมายของจุดเด่นบริการเรา ในพจนานุกรมฉบับบัณฑิตราชสถาน มีเพียบ สำหรับตัวอย่างนี้ ผมพอจะได้เป็นคำว่า ญาติมิตรพี่น้อง ให้ดูอินเตอร์หน่อยก็ใช้คำว่า Family เพราะอย่าลืมว่า สมัยนี้มีอินเตอร์เน็ต ลูกค้าเราไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มคนไทยอีกต่อไป การสื่อสารให้เข้าได้ทุกชาติภาษาก้อไม่ใช่เรื่องเสียหาย
ส่วนที่สอง คือ ส่วนของลักษณะกิจการ เราเพียงแต่ดูว่า กิจการเรามีชื่อเรียกทางธุรกิจมีอะไรบ้าง ก็นำมาเรียงกัน แล้วก็เลือกชื่อที่ชอบ ทั้งนี้อย่าลืมเรียกหุ้นส่วนมาช่วยกันออกความเห็นด้วยนะครับ เด๊วจะตีกันซะก่อนจะได้ระดมทุน ขอยกตัวอย่างเดิมนะครับธุรกิจนายหน้าค้าอสังหา ส่วนใหญ่ก็จะใช้คำว่า พร็อพเพอร์ตี้ แอสเซท อสังหา บ้านและที่ดิน ฯลฯ ก้อเลือกที่ชอบมาใส่ต่อท้ายส่วนแรกได้เลยครับ

การดำเนินการขั้นต่อไป อย่าลืมตรวจสอบการจองชื่อที่ สำนักจดทะเบียนธุรกิจ นะครับ ว่าไปซ้ำกับใครหรือไม่ ถ้าซ้ำก็จดไม่ได้ สามารถเข้าจองได้ที่ http://www.dbd.go.th/mainsite/index.php?id=6 หรือไม่ก็ไปที่สำนักจดทะเบียนธุรกิจสาขาใกล้บ้านท่านแล้วนำบัตรประจำตัวประชาชนไปติดต่อขอจองชื่อได้ หลังจากนั้นคุณมีเวลา 30 วันในการไปจดจัดตั้งครับแต่ถ้าไม่ทันก็ไปขอจองชื่อเดิมอีกครั้งก็จะมีเวลาอีก 30 วัน (ครั้งหลังแนะนำให้ใช้บริการทางเน็ตดีกว่านะครับ ไม่ง้านเด๊วเจ้าหน้าที่จำหน้าได้ 555)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น