เมื่อวันก่อนมีพรรคพวกโทรมาปรึกษาเรื่องไปเช่าซื้อรถยนต์ไว้ แล้วไม่ได้ผ่อน มีแกงค์หมวกกันน็อคมาติดตามรถ ข่มขู่สารพัด ก็เลยงงนิดหน่อย เพราะเพื่อนเราก็เป็นระดับนายทหาร กล้ามากก!!
เลยสอบถามถึงที่มาที่ไปก็ได้ความว่า เดิมทีก็ผ่อนชำระตามปกตินั่นแหระ ต่อมาเกิดจำวันชำระผิดและชำระช้าไปนิดหน่อย เลยโดนหักค่าธรรมเนียมในการติดตาม ทำให้ยอดเงินชำระไม่เต็มจำนวนและค้างงวดนิดหน่อย ซึ่งทางไฟแนนซ์ก็ค้างเรื่องยอดไว้ ถึงแม้งวดต่อไปจะผ่อนชำระตามปกติด้วยความเข้าใจของผู้เช่าซื้อว่าไม่มีปัญหาอะไร และเมื่อเวลาผ่านมาหลายๆงวดเข้า ค่าธรรมเนียมก็เริ่มสะสม บวกกับการชำระช้าในบางงวดต่อมา ก็ยังไม่มีการแจ้งอะไร พออยู่ๆมีใบแจ้งยอดว่าชำระไม่ครบตามงวด ก็เลยเริ่มทำให้ไม่เข้าใจ เมื่อสอบถาม พนักงานก็จะตอบเฉพาะที่เห็นยอดในคอมพิวเตอร์ว่าค้างชำระอยู่เท่าไหร่ และก็แจ้งให้ชำระเติมให้ครบ โดยไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ ทำให้ผู้เช่าซื้อรู้สึกไม่ค่อยดีแล้วเลิกชำระ เพื่อต้องการให้มีเจ้าหน้าที่ไฟแนนซ์มาเคลียร์ แต่การณ์กลับไม่เป็นดังคาด แทนที่จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อมาคุย กลับมีแต่พนักงานโทรมาทวงค่าเช่าซื้อที่ค้าง แถมขู่ว่าจะมายึดรถ ทำให้รู้สึกว่า ช่างไม่เกรงใจศักดิ์ศรีผู้เช่าซื้อที่เป็นถึงระดับนายทหารผู้ใหญ่ ต่อมาฝ่ายติดตามได้เข้ามาถึงที่ทำงานแล้วก็โน้มน้าวให้คืนรถแถมยังรับปากว่าสามารถหารถให้แทนได้ในราคาถูกเหลือใจ โชคดีที่ไม่มีการมอบรถคืนให้ในวันดังกล่าว เพราะพบพิรุธหลายอย่างในเรื่องรถที่จะหามาให้แทน
กรณีดังกล่าวนี้ เชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้นกับหลายๆท่าน ซึ่งหากไม่เข้าใจขั้นตอนกระบวนเช่าซื้อและการผิดนัดชำระ จนเรื่องเข้าสู่กระบวนการติดตามรถ อาจทำให้เรื่องราวบานปลายกันไปใหญ่ ซึ่งหากจะพิจารณาจากข้อกฎหมายแล้ว น้อยคนนักที่จะเข้าใจ ส่วนมากจะมีผู้มาปรึกษาว่า พนักงานติดตามรถสามารถคว้ากุญแจจากคอพวงมาลัยแล้วดับเครื่องยนต์ดึงกุญแจไปได้เลยหรือ จากนั้นก็จะไล่คนขับให้ลงจากรถไป โดยบอกให้ติดต่อไปที่บริษัทไฟแนนซ์เอง โดยผู้อาจหาญกระทำการดังกล่าวมักจะมากันเป็นกลุ่มใหญ่สี่ถึงห้าคนมาล้อมรถ ทำให้ผู้เช่าซื้อไม่กล้ามีปัญหาด้วยเพราะเกรงว่าจะถูกทำร้าย ในเรื่องดังกล่าวผมก็ขอแนะนำเป็นประเด็นๆโดยใช้หลักวิญญูชนก่อนนะครับ อาจจะมีหลักกฎหมายทั่วไปแทรกบ้าง ในฐานะที่เคยมีประสบการณ์ทั้งในส่วนของการติดตามยึดและฝ่ายถูกตามยึด
พนักงานติดตามยึดรถ โดยส่วนตัวนั้นไม่มีอำนาจแม้แต่นิดเดียวในการติดตามยึดรถ เว้นแต่จะได้รับมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้มีอำนาจ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว ทางบริษัทไฟแนนซ์จะจ้าง Out Source ซึ่งส่วนมากจะเป็นสำนักงานกฎหมาย ซึ่งก็แน่นอนครับ สำนักงานกฎหมายไม่ลงมือทำเองหรอก ก็จะหาคนในเครื่องแบบทำ Side Line เนื่องจากมีอำนาจแฝงในการปฏิบัติหน้าที่ (กรณีนี้เฉพาะคนในเครื่องแบบเป็นตำรวจนะครับ) โดยอาจจะอาศัยช่วงตั้งด่านขอตรวจใบขับขี่ และสำเนาคู่มือจดทะเบียน ซึ่งตามกฎหมายจราจร,รถยนตร์,ขนส่ง ก็ตามแต่เจ้าพนักงานมีอำนาจทำได้ เพียงแต่บังเอิญจะไปรับ Job และมีรถคันที่หมายตาไว้แล้ว ก็เลยไปดักตั้งด่านขอตรวจ (เฉพาะบุคคลบางกลุ่มนะครับ ไม่ได้หมายความรวมถึงตำรวจส่วนใหญ่) แต่ครั้นเมื่อพบว่า ขาดส่งค่าเช่าซื้อ ก็ไม่ได้เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ตำรวจเลยแม้แต่น้อย เพราะเป็นคดีแพ่ง แต่ถ้าบริษัทไฟแนนซ์มอบอำนาจมาให้ตำรวจคนดังกล่าว ก็สามารถทำเป็นการส่วนตัวได้ไม่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ แต่ส่วนใหญ่มักจะถูกร้องเรียนทีหลัง (ในฐานะเคยอยู่งานวินัยตำรวจ ไม่แนะนำให้ทำนะครับ) ซึ่งในกรณีดังกล่าวนี้ ผู้เช่าซื้ออาจเข้าใจผิดคิดว่าตำรวจมีอำนาจยึดรถไปคืนให้ไฟแนนซ์ ขอย้ำนะครับ ตำรวจไม่มีอำนาจ โดยเฉพาะการใช้กำลังเข้าจับกุญแจรถดับเครื่องแล้วดึงกุญแจออกจากตัวรถ ตามอำนาจกฎหมาย ไม่ว่าทั้งทางอาญาและแพ่งไม่ได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานไว้ เว้นแต่จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดและบังคับคดีโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีเท่านั้น หากจำเลยขัดขืนจึงจะใช้กำลังได้ตามคำสั่งศาล หากกระทำนอกเหนือจากนี้เป็นการกระทำโดยพลการทั้งสิ้น
กรณีการเข้าจับกุญแจแล้วดับเครื่อง อีกทั้งดึงกุญแจรถออกไป เคยมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาแล้ว และผู้ติดตามรถสามารถหลอกล่อให้คนขับลงจากรถแล้วขึ้นรถขับไป ปรากฎว่าผู้ขับขี่ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อด้วยได้มาแจ้งความที่สถานีตำรวจซึ่งผมไม่ใช่เจ้าของคดีหรอกครับ แต่ก็ให้ความสนใจมาก เนื่องจากร้อยเวรเจ้าของคดีตั้งข้อหา วิ่งราวทรัพย์ สร้างความพิศวงให้กับผมยิ่งนัก เพราะปกติคดีวิ่งราวทรัพย์มักจะเป็นสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กๆเช่น สร้อยคอ แต่นี่เป็นรถยนต์ ผมจึงได้ติดตามคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และก็เป็นที่พลิกความคาดหมายครับ ผมคิดว่าผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น คงจะให้ทบทวนแล้วแจ้งข้อหาใหม่ ปรากฎ่าสำนวนสั่งฟ้อง ผ่านฉลุยไปจนถึงพนักงานอัยการ จนถึงชั้นศาล ปรากฎว่าศาลประทับรับฟ้อง ทำให้ผมซึ่งขณะนั้นก็เคยรับ Job ติดตามรถบ้างเป็นบางครั้ง ถึงกับเลิกกิจการเลย ไม่กล้าเสี่ยง สอบถามได้ความว่า พิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้ว มันเข้ากับหลักกฎหมาย วิ่งราวทรัพย์ ทุกประการ ซึ่งหากไม่คำนึงถึงขนาดของทรัพย์ก็ถือว่าครบองค์ประกอบความผิด ผมก็เลยถึงบางอ้อ แต่ทราบภายหลังว่าบริษัทไฟแนนซ์สามารถทำความตกลงกับผู้เช่าซื้อได้ และมีการถอนฟ้องกันภายหลัง เสียดายมาก น่าจะมีฎีกาซักคดี
เคยมีหลายครั้งขณะที่ผู้เช่าซื้อกำลังขับรถยนต์อยู่แล้ว ถูกผู้ติดตามยึดรถขับรถตาม จากนั้นก็ปาดหน้า บล็อกหน้าบล็อกหลังไม่ให้สามารถขับรถยนต์ต่อไปได้ ในนาทีนั้น ส่วนใหญ่ผู้ขับขี่มักจะตกใจและทำอะไรไม่ถูก เพราะรถที่มาดักหน้าดักหลังก็ไม่ได้ติดป้ายว่ามาจากไฟแนนซ์ ผู้ขับขี่นึกว่าโดนปล้น เหตุการณ์อย่างนี้ สมมตินะครับ ผู้ขับขี่เกิดสำคัญผิดว่าถูกปล้น แล้วบังเอิญเป็นผู้สามารถพกพาอาวุธได้ซะด้วย อาจเข้าใจโดยสัญชาติญาณเมื่อจะถูกทำร้ายจึงต้องป้องกัน อาจทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้ ถ้าผู้ขับขี่เกิดยิงป้องกันตัวแล้วทำให้ผู้ติดตามได้รับบาดเจ็บหรือตาย การใช้ข้อกฎหมายในเรื่องสำคัญผิด ต้องสู้กันในรายละเอียดของเหตุการณ์เยอะมาก ขอให้พนักงานติดตามได้ลองทบทวนถึงยุทธวิธีในการเข้ายึดนะครับ ว่ามันได้คุ้มเสียหรือไม่ ส่วนผู้เช่าซื้อขอแนะนำว่า ควบคุมสติก่อนนะครับ และล็อครถให้เรียบร้อย อย่าเปิดกระจก ถ้าจะคุยก็ลดกระจกลงแค่ไม่ให้มือสอดเข้ามาได้ครับ เพราะอาจทำให้พนักงานติดตามจะล้วงมือเข้ามาในรถ ทำให้เราคิดใจผิดคิดว่ามาชิงทรัพย์ ทางที่ดีก็ไม่ลดกระจกลง อาศัยภาษาใบ้คุยกันไปก่อน หรือไม่ก็หยิบมือถือขึ้นมา แจ้ง 191 เมื่อมีตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ ก็จะทำให้เกิดการตรวจสอบและปลอดภัยทั้งสองฝ่าย
แต่ทางออกที่ถูกต้องและดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่ายนะครับ ผมแนะนำให้แจ้งไฟแนนซ์ให้ฟ้องศาลครับ เพราะระบบการดำเนินการชั้นศาล ปัจจุบันนี้ให้ความเมตตากับผู้เช่าซื้อมากครับ เพราะส่วนใหญ่ผู้เช่าซื้อจะไม่รู้ข้อกฎหมาย ซึ่งหากทางผู้เช่าซื้อประสงค์ที่จะชำระค่าเช่าซื้อ ก็สามารถร้องขอไกล่เกลี่ย ศาลท่านก็จะให้ไกล่เกลี่ยกันก่อนครับ ซึ่งจะมีท่านผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ไกล่เกลี่ยจะสามารถให้ความเป็นธรรมและให้ความกระจ่างในด้านกฎหมาย รวมตลอดถึงวิธีปฏิบัติต่อกันทั้งสองฝ่ายให้ผู้เช่าซื้อเข้าใจได้ อีกทั้งยังให้ความอุ่นใจในการเจรจาครับ เพราะในการไกล่เกลี่ยต้องทำที่ศาล ไม่มีอำนาจมืดใดกล้าเสี่ยงที่จะไม่ทำตามกฎหมายครับ
อ้อ แล้วถ้าหากคดีฟ้องร้องกันอยู่ที่ศาลแล้ว ยังมีผู้มาติดตามอ้างว่าไม่เกี่ยว ฟ้องก็ฟ้องไปจะยึด ละก้อ ขอแนะนำให้พกคำฟ้องไว้ในรถนะครับ เมื่อมีพนักงานมาพูดดังกล่าวก็ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นการด่วน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงก็เอาคำฟ้องให้ตำรวจดูครับว่า คดีอยู่ในชั้นศาลแล้ว และก็ถามพนักงานที่มายึดรถดูนะครับว่า จะยืนยันคำพูดเดิมหรือป่าว แล้วถ้าตำรวจดำเนินการกับคนพูดยังไง ก็ช่วยมาบอกกันด้วยนะครับ
วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น